การระงับเงินลงทุนในตลาดดีแรม (DRAM) หน่วยความจำสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคก่อนทำให้นักวิเคราะห์ฟันธงว่าดีแรม มีแนวโน้มขาดตลาดในช่วงกลางปี 2010 ที่จะถึงนี้ โดยคาดกันว่าช่วงเวลาที่ตลาดดีแรมหดตัวอาจกินระยะเวลา 2-3 ปีตามทิศทางการลงทุนของผู้ผลิตที่เรื่อยๆมาเรียงๆ ผลที่จะเกิดขึ้นคือราคาชิปหน่วยความจำอาจมีราคาแพงขึ้น แต่สบายใจกันได้เพราะยังไม่มีการฟันธงว่าราคาคอมพิวเตอร์จะแพงขึ้น

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย "ดีแรมเอ็กซ์เชนจ์ (DRAMeXchange)" ระบุว่า ดีแรมหรือ dynamic random access memory นั้นเริ่มส่งสัญญาณขาดตลาดตั้งแต่เดือนสิงหาคม และเริ่มชัดเจนขึ้นในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เหตุที่คำนวณว่าดีแรมจะขาดตลาดอย่างจริงจังในช่วงกลางปีหน้า คือตลาดไอทีนั้นมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการซบเซาช่วงไตรมาส 1 ปี 2010 ชิปดีแรมจึงมีแนวโน้มสูงว่าจะเริ่มขาดตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง

ดีแรมเอ็กเชนจ์เชื่อว่าความต้องการดีแรมในช่วงไตรมาส 1 ปี 2010 จะต่ำกว่าปริมาณการผลิต ส่งให้ดีแรมมีราคาลดลงราว 10% – 20% ไม่เพียงดีแรม แต่เชื่อว่าราคาหน่วยความจำชนิดดีดีอาร์ทรี (DDR3) จะลดลงจนมีราคาต่ำกว่าหน่วยความจำชนิดดีดีอาร์ทู (DDR2) ทั้งที่รายแรกนั้นมีความสดใหม่กว่าเพราะเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2009โดยฝีมือของอินเทล ซึ่งสร้างมาเพื่อให้รองรับชิปประมวลผลรุ่นใหม่

"เราเชื่อว่าในไตรมาส 1 ปี 2010 ราคาหน่วยความจำดีดีอาร์ทรีจะต่ำกว่าดีดีอาร์ทู เพราะเป็นช่วงเวลาในการเปลี่ยนถ่ายแพลตฟอร์ม ผลที่จะเกิดขึ้นคือ ดีดีอาร์ทรีจะกลายเป็นหน่วยความจำหลักในตลาดพีซีช่วงหลังจากไตรมาส 1 ซึ่งจะสามารถเข้ามามีบทบาทในตลาดดีแรมได้ในไตรมาสต่อมา” แพทริเซีย ชีน ประชาสัมพันธ์ดีแรมเอ็กซ์เชนจ์กล่าว

นี่ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีการฟันธงว่าราคาคอมพิวเตอร์จะแพงขึ้นเพราะการขาด ตลาดของหน่วยความจำดีแรม แต่เป็นไปได้สูงว่าผู้ผลิตดีแรมจะได้รับผลดีจากวิกฤตที่เกิดขึ้นแทน โดยเชื่อว่าพิษราคาดีแรมตกจะบรรเทาลง ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตดีแรมสามารถทำกำไรต่อไปได้

ดีแรมเอ็กซ์เชนจ์ยังวิเคราะห์อีกว่า ระดับหน่วยความจำเฉลี่ยในคอมพิวเตอร์ที่วางจำหน่ายช่วงปี 2010 จะอยู่ที่ 2.92GB เพิ่มขึ้น 16% จาก 2.52GB ในปี 2009 โดยรุ่น 4GB จะกลายเป็นมาตรฐานของหน่วยความจำในพีซีสำหรับผู้บริโภค ขณะที่รุ่น 6GB จะเป็นมาตรฐานในกลุ่มพีซีรุ่นใหญ่

ทั้งดีแรม ดีดีอาร์ทู และดีดีอาร์ทรี ต่างก็เป็นมาตรฐานหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีที่ต่างกัน โดยหนึ่งในข้อมูลที่จะแสดงถึงประสิทธิภาพหน่วยความจำได้คือความจุ เช่น 2GB, 4GB หรือ 6GB ซึ่งยิ่งมากยิ่งแปลว่าหน่วยความจำนั้นมีความสามารถสูง และส่งให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆสามารถทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น

สำหรับ ปี 2010 ที่จะถึงนี้ เชื่อว่าการเติบโตของตลาดพีซีจะมีอัตราเติบโตต่อปีอยู่ที่ 13% คอมพิวเตอร์พีซีตั้งโต๊ะจะเติบโตราว 0.6% ทะลุ 120 ล้านเครื่อง ตลาดโน้ตบุ๊กเชื่อว่าจะเติบโตสูงสุด 22.5% แตะระดับ 160 ล้านเครื่อง ในส่วนตลาดเน็ตบุ๊ก เชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโต 22% อยู่ที่ 35 ล้านเครื่อง โดยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2010 เชื่อว่าจะเกิดสงครามราคาดุเดือดระหว่างผู้ผลิตพีซี เนื่องจากทุกรายต้องการกระตุ้นตลาดให้เกิดการเติบโต

ที่มา http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNe...=9520000158377
WARNING
คำเตือน: นี่คือกระทู้เก่าแล้ว
การสนทนานี้เป็นที่เก่ากว่า 90 วัน ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในนั้นอาจไม่เป็นปัจจุบัน


กระทู้อื่นๆล่าสุดในฟอรั่มเดียวกันนี้: