กรุณาปิด โปรแกรมบล๊อกโฆษณา เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น
Please close the adblock program. Because we can live with the ads you see

เรามาดูปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเลือกลงทุนในกองทุนต่างๆ กันดีกว่า

Unyana

Well-Known Member
แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากมีเงินเก้บเป็นก้อนด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะวางแผนลงทุนเพื่อให้มีเงินไว้ใช้จ่ายยามเกษียณด้วยการ หรือจะเป็นการลงทุนด้วยการลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ แล้วเราเงินที่จากการลงทุนนั้นมาแบ่งเก็บไว้ อย่างเช่น การลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาล หรือการลงทุนอื่นๆ นั้นก็ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนั้นใครที่เลือกจะลงทุนในกองทุนก็ควรศึกษารายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเอาไว้ใช้ประกอบการตัดสินในการเลือกลงทุนด้วย ซึ่งในวันนี้เราก็มีตัวอย่างมาฝากทุกๆ คนกัน
1. เราต้องดูค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของกองทุนด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าตัวกองทุนนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการด้วย อย่างเช่น ค่าจ้างผู้จัดการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ ดังนั้น กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดการสูงย่อมทำให้ผลตอบแทนที่เราได้รับลดลง แม้ว่าตัวเลขของค่าบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายอาจจะดูไม่สูงมากนัก แต่เมื่อเรานำมาคิดผลกระทบสำหรับ ในระยะยาวแล้วเราจะพบว่าค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จะมีผลต่อนักลงทุนค่อนข้างมากเลยทีเดียว
2. เราจำเป็นที่จะต้องดูนโยบายการจ่ายเงินปันผล ซึ่งมีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่เลือก ที่มีการจ่ายปันผล ซึ่งข้อดีคือเป็นการทยอยเอากำไรจากเงินลงทุนออกมาก่อน แต่ทว่าข้อเสียของมันก็คือ หากเราไม่ได้นำเงินปันผลที่ได้รับมาไปลงทุนต่อด้วยตัวเองก็จะเป็นการเสียโอกาสใน การลงทุน ในระยะยาว นอกจากนี้เรื่องภาษีของเงินปันผลก็เป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าตัว กองทุนรวม เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่กองทุนไปลงทุนจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่เมื่อกองทุนจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนแล้วเงินปันผลส่วนนี้จะต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ฉะนั้นจึงมีกองทุนจำนวนไม่น้อยเลือกที่ใช้วิธีการที่เรียกว่า รับซื้อหน่วยลงทุนคืนอัตโนมัติ (Auto redemption) ซึ่งคือการคืนผลตอบแทนรูปแบบหนึ่งแทนการจ่ายเงินปันผลตรงๆ ซึ่งวิธีนี้นักลงทุนไม่ต้องเสียภาษีจากผลประโยชน์ที่ได้รับ
3. เราต้องดู Portfolio turnover หรืออัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ กองทุน ซึ่งใช้สำหรับพิจารณากองทุนที่มีอยู่แล้วในตลาด (ไม่ใช่กอง IPO) โดยหากกองทุนมี Portfolio turnover rate สูง หมายความว่ากองทุนนั้นๆ มีการซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยครั้ง ฉะนั้นจึงมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นค่าคอมมิชชันให้กับบริษัทหลักทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นๆ สูงกว่ากองทุนที่ Portfolio turnover ต่ำๆ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่า Portfolio turnover สูงจะไม่ดีเสมอไป เพราะกองทุนที่มีนโยบายการบริหารจัดการเชิงรุกจะต้องปรับพอร์ทการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี ฉะนั้นการมี Portfolio turnover สูงๆ ก็อาจเหมาะสมแล้วนั่นเอง
4. เราต้องดูค่าสถิติแสดงความเสี่ยงของ กองทุน เพราะมันแสดงค่าความผันผวนของกองทุน ซึ่งใช้ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่า BETA และกองทุนบางประเภท อย่างเช่น กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Passive จะต้องดูค่า Tracking error หรือค่า Correlation ระหว่างผลตอบแทนของกองทุนกับผลตอบแทนของดัชนีประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลส่วนใหญ่ของค่าสถิติเหล่านี้มักเป็นข้อมูลในอดีต ซึ่งไม่ได้ยืนยันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ฉะนั้นไม่ต้องไปยึดติดอะไรมากแค่ต้องรู้ไว้ประกอบการตัดสินใจเท่านั้น
 


Top

AdBlock Detected

เราเข้าใจแล้วโฆษณานั้นน่ารำคาญ!

แน่นอนว่าซอฟต์แวร์บล็อกโฆษณาทำงานได้ดีเยี่ยมในการบล็อกโฆษณา แต่ก็ยังบล็อกคุณสมบัติที่มีประโยชน์และสำคัญบางอย่างของเว็บไซต์ของเรา เพื่อประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ที่ดีที่สุดโปรดสละเวลาสักครู่เพื่อปิดการใช้งาน AdBlocker ของคุณ เพราะเราอยู่ได้ด้วยโฆษณาที่ท่านเห็น

ขอขอบคุณสำหรับความเข้าใจและความร่วมมือของคุณ!

ตกลงปิด AdBlock
ไม่ปิด